1-2-hydro
ธันวาคม 14, 2017, 03:01:22 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: สอบถาม สินค้า หรือปัญหาอื่นๆ เชิญ โพส ได้เลย หรือ ติดต่อ โดยตรงที่
084-7394128
หรือ parnu@1-2-hydro.com
ต้องการกลับหน้าหลัก กด www.1-2-hydro.com
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ ค้นหา สมาชิก เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การปลูกพืช  (อ่าน 5069 ครั้ง)
pintong
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 586


« เมื่อ: ธันวาคม 18, 2013, 05:18:44 AM »


การปลูกพืชแบบน้ำไม่หมุนเวียน
เพาะเมล็ด 
1.  เตรียมจานแบน หาเศษผ้าหนาๆชุบน้ำให้ชุ่ม วางลงบนจานแบน โรยเมล็ดผักที่ต้องการจะเพาะลงไปบนผ้า
รดน้ำให้ชุ่ม หาอะไรมาครอบปิดเพื่อรักษาความชื้น และให้มืด
2. ซื้อฟองน้ำที่ใช้สำหรับก่อสร้าง  เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า นำมาใช้คัทเตอร์กรีดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ด้านละ
1 นิ้ว จะได้ 60 ชิ้น (กรีดอย่าให้ขาดจากกันให้พอฉีกออกจากกันได้) แล้วกรีดแทยงในแต่ละก้อน อีก 1 รอย
สำหรับใส่เมล็ดที่เพาะ นำฟองน้ำที่กรีดแล้ว ไปขย่ำในน้ำ โดยการบีบปล่อยๆ หลายๆครั้ง เพื่อให้ฟองน้ำชุ่ม
และอุ้มน้ำให้ทั่ว ( สำคัญมาก ) แล้วนำไปวางบนถาด ที่เตรียมไว้
3.  หมั่นเปิดดูเมล็ดที่โรยไว้บนผ้า ในจานแบน ทุกๆวัน ถ้าเห็นว่า เมล็ดเริ่ม ผลิ แตกออกมาเห็นเป็นจุดขาวๆแล้ว
ให้รีบเขี่ยเอาเมล็ด ที่ผลิแตก และมีลักษณะใหญ่กว่าเพื่อน มาใส่ลงตามรอยกรีดแทยง ในฟองน้ำแต่ละก้อนที่
ทำไว้ โดยใส่ ไม่ลึก ใส่ให้เห็นเมล็ดรำไร ใส่ครบทั้ง 60 ชิ้นแล้ว รดน้ำให้ทั่วฟองน้ำ ให้มีน้ำขัง ครึ่งก้อน ฟองน้ำ
นำถาดฟองน้ำไปวางให้รับแสงแดดโดยตรง เพื่อไม่ให้กล้าผักยืดตัวสูง
4.  เพื่อให้ได้ผลดี ถ้าเห็นเมล็ดงอกออกจากก้อนฟองน้ำทั่วแล้ว ให้ค่อยๆรินน้ำทิ้ง แล้วใส่น้ำที่ ผสมปุ๋ย A และ B
อย่างละ 3 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร โดยใส่ ให้อยู่ในระดับ ครึ่งก้อนฟองน้ำ เหมือนเดิม แล้วนำไปตากแดดตามเดิม
( น้ำผสมปุ๋ยให้ใส่ครั้งเดียว ในทุกๆวันสังเกตุถ้าน้ำลดระดับลง ให้เติมน้ำเปล่าๆ ลงไป ให้อยู่ในระดับเดิม )

เตรียมกล่องปลูก
คำนวน ว่าความจุในกล่องที่ปลูกจุน้ำได้กี่ลิตร ( ก*ย*ส ) ถ้าเป็นชุดปลูก ที่ซื้อไป จะมีความจุ 72 ลิตร ให้ใส่
น้ำ ลงไป ประมาณ ครึ่งหนึ่งของกล่องปลูก แล้วใส่ปุ๋ย Stock A ลงไปดังนี้ ถ้าต้นกล้า ต้นเล็กๆ ให้ใส่ปุ๋ย 5 ซีซี
ต่อน้ำ 1 ลิตร คือ 360 ซีซี ถ้าต้นกล้าที่จะปลูกมีขนาดโตมากแล้ว ให้ใส่ปุ๋ย 10 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร คือ 720 ซีซี
คนให้เข้ากัน แล้วจึงใส่ปุ๋ย Stock B ตามลงไปใน ปริมาณ ที่เท่ากัน คนให้เข้ากัน เติมน้ำให้เต็ม กล่องปลูก
( ถึงระดับที่มีสีดำทาอยู่ หรือ ระดับ ที่แผ่นปลูกจะวางลง เพื่อให้ระดับน้ำติด ปริ่ม กับแผ่นปลูก ) คนให้ทั่ว ใช้
คีมคีบกระดาษวัด กรด-ด่าง จุ่มลงไปในน้ำ แล้วนำมาเทียบสี ดู ให้สีตรงกับสีที่เลข 6 มากที่สุด ถ้าสี ขึ้นไปใกล้
เคียงกับ ทางเลข 7-8-9 ขึ้นไป แสดงว่าเป็นด่างมาก ให้ใช้ น้ำกรดที่เจือจางแล้ว เติมลงไปที่ละน้อย คนให้ทั่วแล้ว
ใช้กระดาษจุ่มวัดใหม่ ให้ได้ที่ 6 ถ้าสีที่ได้ ใกล้เคียงกับสี ทาง 5-4-3 แสดงว่าเป็น กรด มากเกินไป ให้หาด่าง
มาใส่ลงไปที่ละน้อย ( น้ำปูนใส ) แล้ว วัดใหม่
เมื่อ ได้ ค่า ความเป็น กรดด่าง ที่ 6 แล้ว ให้เอาแผ่นสำหรับปลูก ที่เจาะรูไว้แล้ว วางลงไป โดยระดับน้ำต้องติด
แผ่นปลูก พอดี ( แผ่นปลูกต้องวางอยู่บนที่คั้น ไม่จมลงไปตามน้ำถ้าน้ำแห้ง )

การปลูกในแปลง
ฉีก ฟองน้ำ ที่เพาะต้นกล้าไว้แล้ว ใส่ลงไปตาม รู ที่เจาะไว้ ในแผ่นปลูก โดยระวังให้รากพืชลงไปอยู่ในน้ำให้หมด
อย่าให้ค้างอยู่ข้างบนแผ่นโฟม ( อนึ่ง ที่ปลูกต้องอยู่ในที่ๆได้รับแสงแดดมากที่สุด เท่าที่จะหาได้ )
ทำอย่างนี้ จนครบ ทุกช่องปลูก เสร็จแล้วก็ทิ้งไว้เลย

โดยปกติ ถ้าครั้งแรก ผสมปุ๋ย อย่างละ 5 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ 360 ซีซี หากเป็นกล่องปลูกที่ซื้อไป ประมาณ 15 วัน
ให้เติม อิก อย่างละ 360 ซีซี เท่าเดิม ถ้าครั้งแรก ใส่ปุ๋ย อย่างละ 720 ซีซี ก็ไม่จำเป็นต้องเติมปุ๋ย อีก จนเก็บเกี่ยว ทั้งนี้
ไม่ตายตัว อยู่ที่ความพอใจ และชนิดของพืช ที่ปลูก ที่ผ่านมา ทำ อย่างนี้ กับ ผักสลัด และ ผักคะน้า ก็ได้ผลผลิต
เป็นที่น่าพอใจ

ตลอด ตั้งแต่เริ่มปลูก จนถึงเก็บ จะไม่มีการเติมน้ำเลย นอกจาก ที่ปลูกรั่ว หรือ ปิดไม่มิด มีการระเหยของน้ำเร็ว
เกินไป ทำให้น้ำแห้งมาก ต้องเติมน้ำ( ที่ผสมปุ๋ย แล้ว) เล็กน้อย โดยเมื่อผักมีอายุมากขึ้น จะต้องมี ช่องว่าง ระหว่าง
แผ่นโฟมปลูก กับ ผิว น้ำ มากขึ้นเรื่อยๆ จนใกล้จะเก็บเกี่ยว จะมี ช่องว่าง ประมาณ 2-3 นิ้ว ( ซึ่งช่องว่างที่เกิดขึ้น
นี้มีความสำคัญกับการปลูกระบบนี้มาก เพราะเป็นแหล่ง อากาศ ให้กับรากของพืช )

จากการทดลอง ผักสลัด 1 ต้น ปริมาณ น้ำที่เหมาะสมเมื่อเริ่มปลูก ประมาณ 4 ลิตร ปริมาณน้ำที่เหมาะสม มีความ
สำคัญ ต่อ ต้นทุนในการผลิต มาก เพราะน้ำมาก จะเปลืองปุ๋ยมาก และจะเหลือ ทิ้งเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

สภาพความเป็นกรด-ด่างมีความสำคัญมาก การปลูกจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ อยู่ที่ สภาพความเป็นกรด-ด่าง 40 เปอร์เซนต์ อีก 60 เปอร์เซนต์ อยู่ที่การ เพาะเมล็ด

สำหรับ ค่า EC ( ค่าการนำไฟฟ้า เพื่อแสดงถึงความเข้มข้นของสารละลาย ) นั้น ถ้าปลูก แบบนี้ ให้ลืมไปเลย ถึงมี
เครื่องวัดอยู่ ก็ไม่ต้องใช้ ( ถ้าจะใช้ต้องมีการเทียบค่ามาตรฐาน ที่ถูกวิธี ) มีคนใช้จากการที่เริ่มปลูก จนในที่สุด
ได้เลิก ปลูก ขาดทุน และ เข็ดไปเลย พืชอยู่ในน้ำเปล่าๆ ก็ได้ ไม่ตาย เพียงแค่โตช้าเท่านั้น แต่ถ้าอยู่ใน
น้ำที่ปริมาณปุ๋ยเข้มข้นมาก ถ้าไม่มากจนเกินไป รากจะมีน้อย และไม่ค่อยโต เหมือนกัน ถ้าเข้มข้นมากๆ ระบบ
ดูดซึมของพืช จะเป็นแบบย้อนกลับ คือของเหลว ในระบบรากพืช จะซึมออกมาสู่สารละลาย ทำให้พืชตายได้
วิธีที่ดีที่สุด คือเริ่มจากน้อย ไปหามาก โดยเริ่มทีละน้อย แล้วคอยสังเกตุดู บันทึกไว้

เครื่องวัดค่า EC จำเป็นสำหรับการปลูกที่เป็นระบบใหญ่ มีการนำสารละลายกลับมาใช้ใหม่ และสำหรับ ผู้ใช้
ที่ ตั้งเทียบค่ามาตรฐาน ( คาริเบต ) เป็นเท่านั้น
บันทึกการเข้า
Sunplay
Newbie
*
กระทู้: 44


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2013, 08:57:29 AM »

ค่ากรดด่าง สำคัญมากจริงๆครับ

มะเขือเทศที่ผมปลูก ตอนนี้ออกลูกแล้วแต่เมื่อสองสามวันก่อนเห็นว่าใบมันเริ่มม้วน ก็นึกว่าน้ำลดเร็ว

เปิดดูน้ำไม่ได้ลดลงเท่าไหร่ แต่รากกลายเป็นสีดำเน่าไปแล้ว แล้วรากก็สั้นมากครับ

ลองเอากระดาษวัดดู เขียวจนดำเลย

คิดไปคิดมาคือเติมแต่น้ำผสมปุ๋ยตลอด เวลาน้ำลดไม่ได้เชคสภาพน้ำเลย

เดี๋ยวนี้วันสองวันจะเชคดูสักทีก่อนเติมน้ำครับ
บันทึกการเข้า
pintong
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 586


« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 20, 2013, 06:31:25 PM »


ส่วนมากเชื้อโรคจะเจริญเติบโตในสภาพที่ เป็น กรด หรือ ด่างมากเกินไป ถ้าค่าประมาณ 6 จะไม่เหมาะสมที่เชื้อจะที่เป็นอันตรายต่อพืชจะเจริญเติบโต ครับ
ที่ผมปลูกมาตลอด ไม่ประสบปัญหา รากเน่า เลย

เชื้อจุลินทรีย์ แบ่งง่ายๆเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ก่อประโยชน์ และประเภทที่ไม่ก่อประโยชน์และก่อโทษด้วย เชื้อประเภทนี้จะชอบ สภวาวะ ที่เป็นกรด หรือด่าง ที่มาก ครับ
บันทึกการเข้า
Sunplay
Newbie
*
กระทู้: 44


อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2013, 10:31:34 AM »

อืมครับ ลืมบอกอีกอย่างนึงคือเท่าที่ผมสังเกตุได้คือ ให้ดูที่ผิวน้ำถ้ามีเกาะเป็นไขๆ เมื่อพอเชคสภาพน้ำแล้ว จะพบว่าน้ำจะเป็นด่างสูงเลยครับ

บันทึกการเข้า
pintong
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 586


« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2013, 07:41:17 PM »

อันนี้ถูกต้องที่สุดครับ เคยมีผู้เขียนบทความลงในเว็บว่า การปลูกพืชแบบนี้จะให้ดี น้ำต้องเป็นฝ้าขาวลอยอยู่ ซึ่งไม่ถูกต้องครับ เหล็กและจุลธาตุ บางชนิดจะตกตะกอน อาหารหลักบางตัวก็จะตกตะกอนด้วย
เมื่อมีสภาพความเป็น กรด-ด่าง ที่ไม่ถูกต้องครับ

ผลเสียที่น้ำเป็นฝ้าขาวลอยอยู่ที่เห็นชัดๆคือ อ็อคซิเจน ในอากาศไม่สามารถ ผ่านลงไปสัมผัสผิวน้ำได้แน่นอน ทำให้น้ำขาดอากาศ ครับ
บันทึกการเข้า
Sunplay
Newbie
*
กระทู้: 44


อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: ธันวาคม 22, 2013, 11:33:58 AM »

อันนี้ภาพน้ำจากกระถางมะเขือเทศที่ผมปลูก



ถ้าเห็นว่าเริ่มเป็นไขแบบนี้ ก็ต้องลองเชคสภาพของน้ำแล้วว่ายังเป็นกรดอ่อนๆหรือไม่นะครับ

ของผมถ้าเปิดมาเป็นอย่างนี้แล้วน้ำลดลงก็จะไม่เติมน้ำผสมปุ๋ยแล้วเพราะยังมีปุ๋ยอยู่แน่นอน แต่จะเติมน้ำผสมน้ำกรดเทแล้วคนๆน้ำในกระถางให้เข้ากัน

แล้ววัดค่าอีกทีแล้วถึงเอาต้นไม้กลับที่เดิม ไม่อย่างนั้นถ้าปล่อยจนเป็นคราบไขขาวๆเลยรากมันก็จะเริ่มเน่าและตายได้ครับ
บันทึกการเข้า
pintong
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 586


« ตอบ #6 เมื่อ: มีนาคม 31, 2014, 05:51:19 AM »

สำหรับท่านที่ต้องการเอกสารฉบับเต็ม 4 หน้า กรุณาส่งเมล์มาที่ parnu@1-2-hydro.com ผมจะแนบไปให้ครับ
บันทึกการเข้า
pintong
Administrator
Hero Member
*****
กระทู้: 586


« ตอบ #7 เมื่อ: มิถุนายน 01, 2014, 02:39:26 PM »


รูปรากผักสลัดที่น้ำมีสภาพเป็นกรดมาก ประมาณ 4-5

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.13 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC Valid XHTML 1.0! Valid CSS!